Archive

Archive for ตุลาคม, 2006

This 3 rd blog ,i was created in month

ตุลาคม 29, 2006 ใส่ความเห็น
This 3 rd blog ,i was created in month
This 3 rd blog ,i was created in month
first that old blog what i use and then i try to use http://ohm-whiteline.blogspot.com/ because live is full advertisment now i read in news VOX open blog , i decide to use it .
today i find new function in space its Group Friend i think it usefull
i wait this function long time ^^
Advertisements

ทำ theis จนหัวพุ ดีกว่า โดนฟันจนชอกซ้ำ

ใคร ว่าทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ไม่เหนื่อย เถียงขาดใจ เลย
เหนื่อยดีจัง แถมยังเป็นคนบริหาร ทั้งเวลา คน และโครงการ ไม่เก่งด้วย
สงสัย ชีวิต จะเป็นผุ้บริหารไม่ได้ ติดตรงนิสัย ขี้เกรงใจ เนี้ย ทุกทีเลย

เรื่องของเวลาที่แตกต่างกัน ^^

ตุลาคม 21, 2006 ใส่ความเห็น
อิ อิไม่ได้เขียนโปรแกรม นานสนิมขึ้นไปหลายรอบ เฮอะๆๆ เมื่อน้องถาม เรื่องการคำนวณเวลาที่แตกต่างกัน
แต่ถ้าเป็น Mysql เวอร์ชั่ย 4.1 Up ก็คงจะดีน่ะครับ จะได้โยนไปให้ DBMS จัดการให้ ด้วยคำสั้ง
  • DATEDIFF(expr1,expr2)

    DATEDIFF() returns expr1expr2 expressed as a value in days from one date to the other. expr1 and expr2 are date or date-and-time expressions. Only the date parts of the values are used in the calculation.

    mysql> SELECT DATEDIFF('1997-12-31 23:59:59','1997-12-30');
            -> 1
    mysql> SELECT DATEDIFF('1997-11-30 23:59:59','1997-12-31');
            -> -31
    แต่ ถ้าเราใช้ตำกว่านี้ละครับ อิ อิ หลังจากที่ใช้ explod มานาน ก็ได้ลองเขียนเป็นฟังก์ชั้นขึ้นมา
  •  

    function getDateTimeDiff($xTime,$xLimit=24){
       $sessionTime=strtotime($xTime);
       $currentTime=strtotime(date("Y-m-d H:i:s",time()));
       $totalSecTime = $currentTime - $sessionTime;
       $totalSecTime=$xLimit*3600-$totalSecTime;
       if($totalSecTime < 0 ){
         return '00:00:00';
       }else{
       $hh = substr("00".floor($totalSecTime / 3600),-2) ;
       $tmpMin = $totalSecTime % 3600;
       $mm = substr("00".floor($tmpMin / 60),-2) ;
       $tmpSec = substr("00".($tmpMin % 60),-2);
       return $hh.":".$mm.":".$tmpSec;
       }
    }

    ฟังชันนี้ จะรับเวลาใน format  "2006-05-28 12:00:54" และจำนวนชั่วโมง

    และเอาเวลาที่รับมา มาเปรียบเทียบกับเวลาปัจจุบันว่า เหลืออีกกี่ ชม: นาที: วินาที 

    เช่นสมมุติ เวลาปัจจุบันคือ 2006-05-28 11:00:00 และเรียกใช้ฟังก์ชันว่า

    getDateTimeDiff("2006-05-28 10:00:00",2);

    ฟังก์ชันจะ เอาเวลาที่รับมานั่นคือ  2006-05-28 10:00:00

    มาบวกเข้าอีก 2 ชั่วโมง จึงเป็น  2006-05-28 12:00:00  และเปรียบเทียบกับเวลาปัจจุบัน นั่นคือ 2006-05-28 11:00:00

    ดังนั้นเวลาที่ฟังก์ชัน return ค่าให้คือ  1:00:00 นั่นคือ 1 ชม เต็ม

    ฟังก์ชั่นเล็ก ๆ อาจจะเป็นประโยชน์ไม่มานั้งปวดหัวกับ explode เหมือนผมน่ะคัรบ หรือเพื่อนคนไหน เขียน
    ได้สั้นกว่านี้ก็แนะนำกันเข้ามาบ้างน่ะคัรบ

  • มโนมติที่คลาดเคลื่อนทางในวิจัยทางการศึกษา

    ตุลาคม 19, 2006 ใส่ความเห็น
    1. ความนำ
    2. การตั้งชื่อเรื่องของโครงการวิจัย
    3. สภาพปัญหา ปัญหาการวิจัย คำถามการวิจัย
    4. วัตถุประสงค์ของการวิจัย และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจาก การวิจัย
    5. การเขียนสมมติฐานการวิจัย
    6. ข้อตกลงเบื้องต้น (Assumptions)
    7. นิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational definition)
    8. ข้อจำกัดหรือความไม่สมบูรณ์ของการวิจัย (Limitation)
    9. การทบทวนวรรณคดีที่เกี่ยวข้อง (Literature review)
    10. กรอบการวิจัย (Research framework) กรอบความคิดเชิงทฤษฎี (Theoretical framework) กรอบความคิดในการวิจัย (Conceptual framework)
    11. ตัวแปรตาม ตัวแปรอิสระ ตัวแปรเกิน/แทรกซ้อนและตัวแปรเชื่อมโยง/สอดแทรก
    12. การวิจัยที่ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพร่วมกัน
    13. การใช้ผลการวิจัยเชิงคุณภาพไปอ้างอิงสู่ประชากร
    14. การเลือกทำวิจัยกับกลุ่มเป้าหมายตามความสนใจหรือความสะดวกส่วนตัวของผู้วิจัย
    15. การคำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตร Yamane (1964) และสูตร Morgan (1970)
    16. จำนวนผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ในการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity)
    17. การหาความเที่ยง (Reliability) ของแบบสอบถาม
    18. การหาค่าความเที่ยงของเครื่องมือทั้งฉบับในกรณีมี Subtest หรือหลายส่วน
    19. การรายงานลักษณะการแจกแจงของภูมิหลัง (Background) ของกลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูล
    20. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยควรยึดธรรมชาติของระดับการวัด (Level of measurement) ของตัวแปรที่ศึกษา
    21. จำนวนระดับ (Scale points) และการให้คะแนนของข้อความในมาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert-type scales)
    22. การแปลผลค่าเฉลี่ยกรณีใช้แบบสอบถามความคิดเห็น
    23. ในการวิจัยเชิงสำรวจต้องนำค่าสถิติอ้างอิงสู่ค่าพารามิเตอร์ของประชากรเป้าหมาย
    24. ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่มด้วยการทดสอบแบบสองทาง (Two-tailed test) มีนัยสำคัญทางสถิติแล้ว ขยายความว่ากลุ่มใดมีค่าเฉลี่ยมากกว่ากันโดยพิจารณาค่าเฉลี่ย
    25. ข้อมูลทางการศึกษาที่ใช้ในการวิจัยมักเป็นข้อมูลหลายระดับ (Multi-level data) จึงควรใช้การวิเคราะห์พหุระดับ (Multi-level analysis)
    26. การอภิปรายผลและข้อเสนอ

    คัดลอกมาจาก http://secondary.kku.ac.th/research/res02/misconcept.htm

    หมวดหมู่:วิถีแห่ง thesis

    10 ภาษาโปรแกรมที่ควรเรียนรู้ในการทำงาน

    ตุลาคม 17, 2006 ใส่ความเห็น
    10 ภาษาโปรแกรมที่ควรเรียนรู้ในการทำงาน
     

    eWeek ทำการสำรวจตามบริษัทจัดหางานต่างๆ เพื่อสรุปเกี่ยวกับภาษา 10 ภาษาที่ถ้าเรียนรู้จนเป็นแล้วจะทำให้หางานได้ง่ายขึ้น, Resume น่าเป็นที่สนใจขึ้นมาดังนี้(ไม่เรียงตามลำดับ)ครับ

    • PHP : จำนวนตำแหน่งที่ต้องการประมาณ 1,152 ตำแหน่ง
    • C# : จำนวนตำแหน่งที่ต้องการประมาณ 5,111 ตำแหน่ง 
    • AJAX : จำนวนตำแหน่งที่ต้องการประมาณ 1,106 ตำแหน่ง
    • JavaScript : จำนวนตำแหน่งที่ต้องการประมาณ 4,406 ตำแหน่ง
    • Perl : จำนวนตำแหน่งที่ต้องการประมาณ 4,810 ตำแหน่ง 
    • C : จำนวนตำแหน่งที่ต้องการประมาณ 6,164 ตำแหน่ง
    • Ruby กับ Ruby on Rails : จำนวนตำแหน่งที่ต้องการประมาณ 210 ตำแหน่ง
    • Java : จำนวนตำแหน่งที่ต้องการประมาณ 14,408 ตำแหน่ง 
    • Python : จำนวนตำแหน่งที่ต้องการประมาณ 811 ตำแหน่ง
    • VB.Net : จำนวนตำแหน่งที่ต้องการประมาณ 2,090 ตำแหน่ง

    ทาง eWeek ยังกล่าวด้วยว่า การเรียนรู้ภาษา/เทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นสิ่งที่โปรแกรมเมอร์ต้องทำอยู่แล้วและเลือกใช้ให้ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้นเอง จำนวนตำแหน่งที่ต้องการนำมาจาก Dice.com ครับ

    คิดว่าถ้าจัดอันดับในเมืองไทย PHP, VB.NET, Java กินเรียบ!

    ที่มา – OSNews

    เฮอะๆๆ Java มาแรงจริงๆๆ

    ในที่สุด Google ก็สร้างบริการที่เราอยากได้มานาน

    ตุลาคม 10, 2006 ใส่ความเห็น
    ในที่สุด Google ก็สร้างบริการที่เราอยากได้มานาน
    อิ อิ ที่เนี้ยก็สบายเราแล้ว อิ อิง่านต่อการเขียน Code
     
     

    HOW To WORK S-M-A-R-T

    ตุลาคม 8, 2006 ใส่ความเห็น
    เคยลองสังเกตตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า คุณมีสไตล์หรือรูปแบบการทำงานเป็นแบบไหน มาทำงานเช้ากลับบ้านดึก หรือต้องทำงานเสาร์-อาทิตย์อยู่เป็นประจำ ในขณะที่เพื่อนร่วมงานของคุณบางคนมาทำงานและกลับบ้านตรงเวลา วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็มีเวลาให้กับครอบครัวอย่างเพียงพอ
    คุณอาจจะเข้าใจว่าการทำงานหนัก หรือ Work Hard เป็นการทำงานที่น่ายกย่อง เพราะคุณได้อุทิศตนให้กับการทำงาน แต่ความเป็นจริงแล้ว การที่คุณต้องทำงานหนักอาจมีสาเหตุมาจากการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพของตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารเวลาที่ไม่ถูกต้อง, การทำงานอย่างไม่มีสมาธิหรือแม้กระทั่งการไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน
    ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานให้ดีมีประสิทธิภาพนั้น ไม่จำเป็นที่คุณจะต้อง Work Hard เสมอไป การทำงานอย่าง S-M-A-R-T เป็นวิธีการที่น่าจะให้ผลดีทั้งกับตัวคุณเองและองค์กรของคุณได้ดีกว่า

    แล้วการทำงานอย่าง S-M-A-R-T คืออะไร? อยากรู้… เรามีคำตอบ

    S-Smile
    วิธีง่ายๆ ในการทำงานให้ดีคือการยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ
    ยิ้มรับกับปัญหาและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
    ไม่ตีโพยตีพายจนขาดสติ ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังสมาธิ
    รู้ว่าควรจะทำอะไรและไม่ควรทำอะไรในสถานการณ์ใด

    M-Mange
    คนที่ทำงานอย่างชาญฉลาด ต้องรู้จักการจัดการงานของตนเอง
    รู้ว่า อะไรคืองานด่วนที่ต้องเร่งทำ
    รู้ว่า ควรจะใช้ทรัพยากรอย่างไรให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด
    รู้จัก บริหารเวลาให้กับงาน ครอบครัว เพื่อนฝูง และตัวเอง

    A-Analyze
    การทำงานให้มีประสิทธิภาพ คุณจะต้องสามารถวิเคราะห์และแยกแยะผลที่จะเกิดขึ้นได้
    รู้ว่าหากเลือกทำสิ่งนี้ จะได้ผลอย่างไร หรือถ้าไม่เลือกทำสิ่งนี้แล้วผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
    เมื่อคุณสามารถวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ จะส่งผลให้งานที่ส่งมอบไม่ผิดพลาด
    ไม่ต้องเสียเวลาแก้ไขปรับปรุงงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    R-Recognize
    รู้จักและยอมรับความสามารถหรือศักยภาพของตนเอง
    โดยรู้ว่าเรามีทักษะ และความสามารถอย่างไร ในการบริหารหรือจัดการงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่ได้มอบหมาย
    รวมถึงรู้จักความสามารถของบุคคลอื่นที่คุณสามารถขอความช่วยเหลือ
    หรือมอบหมายงานให้ดูแลรับผิดชอบแทนคุณได้

    T-Train
    หากคุณรู้ถึงข้อบกพร่องของตัวเองแล้วต้องการแก้ไขข้อบกพร่องนั้นๆ
    การฝึกฝนจะช่วยพัฒนาความสามารถของคุณให้เพิ่มขึ้นได้
    ทั้งนี้รวมถึงสมาชิกในทีมหรือลูกน้องของคุณโดยการสอนงาน การให้คำปรึกษาในการทำงาน
    เพื่อฝึกฝนทักษะให้สามารถรับผิดชอบงานบางอย่างที่คุณต้องการได้

    การทำงานให้ประสบผลสำเร็จมิใช่เพียงแค่ทำงานหนักกว่าคนอื่น หรือการนำเอางานกลับไปทำที่บ้านในวันหยุด แต่คนทำงานที่เก่งจริงนั้นจะต้องรู้จักบริหารตนเองให้ทำงานอย่างชาญฉลาด (SMART) หลักปฏิบัติง่าย ๆ เพียงแค่ 5 ข้อนี้ นอกจากจะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังช่วยให้คุณมีเวลาสำหรับตัวเองและครอบครัวมากขึ้น

    หมวดหมู่:Uncategorized