Archive

Archive for เมษายน, 2009

ชินกับความรู้สึก ที่ถูกคิดว่า “ไม่เคยแคร์คนอื่น”

เมษายน 9, 2009 ใส่ความเห็น
       ไม่ได้เขียน Space เกี่ยวกับชีวิต ตัวเองมานานแล้ว แต่ไอ้สิ่งที่เป็นอยู่ทำไหมมันอึดอัด โดยเฉพาะในใจก็ไม่รู้
ก็เลยตัดสินใจเขียนเป็นเรื่องราวผ่านตัวอักษร เพื่อจะสบายใจขึ้นอย่างน้อยก็ใจเรา 
        เคยมีคนที่เรียกว่าเพื่อน (ซึ่งปัจจุบันไม่รู้ว่าเค้าจะยังคิดว่าเรายังเป็นเพื่อนกันรึเปล่าไม่แน่ใจ) เรื่องราวมันเกิดขึ้นตอนไหนก็ไม่รู้
แต่ เอาประเด็นกระแสหลักละกันที่ เข้าใจว่าจะเป็นสาเหตุ ที่ทำให้เข้าใจผิดกัน ก็คงจะเป็นเรื่องดูหนัง ที่ไม่ได้ชวนเพื่อน
ไปดูในวันนี้ด้วย อาจจะมีผู้อ่านบ้างคน คิดว่า อ้าวแล้วทำไมไม่ชวนละ ครับถ้าวันนั้นคิดก็อาจไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
ก็ต้องบอกกันตามตรงว่าวันนั้น ไม่ได้คิดไร ปกติเรื่องดูหนังไม่ดูหนังก็ไม่คิดไรมากอยู่แล้วมีคนชวน ก็ไป
แต่ก่อน โดนคนอื่นบอกว่าเราชอบไปเป็นก้างเวลาเค้าจะไปดูกันเป็นคู่ บ่อยๆ 55 แต่อย่าไปแคร์ เพราะอย่างน้องเราก็บริสุทธิ์ใจ
ที่ไปดู สนุกสนานดีครับ คิดเอาเองว่า หากเค้าพร้อมที่จะไปเป็นคู่ เค้าก็เลิกชวนเราไปเองแหละ 
        วันนี้ก็เหมือนเคย งานเข้าตั้งแต่ ช่วงๆ บ่าย ของวันอบรม C# For Application ว่าวันนี้จะมีโครงการไปดูหนังเป็น Group แต่ไม่ได้เวลา และการยืนยันที่แน่นอน กว่าจะลงตัว ก็เลิกอบรมพอดี  เจ้าป้า เจ้าของโครงการก็ได้รอบพอดี น่าจะประมาณ 6.05 ถ้าเวลาจำไม่คลาดเคลื่อน กว่าจะออกกันจากห้องอบรม ก็เกือบ ห้า โมงกว่า เพราะมีโจทก์ข้อที่สอบถามอาจารย์ผู้สอน อยู่นิดหน่อย เอาเป็น ทุกคนตกลงกันว่าจะไปรวมตัวกันที่ร้านในอินทร์ก่อน แล้วค่อยไปต่อกันที่โรงหนัง หลังจากลงมาจากห้องที่อบรมหน้าตึกสีฟ้าเหลือง ก็เลยถามยืนยืน กับน้องอีกคนว่าไปดูด้วยกันไหม 555 น้องไม่รู้อยากไปดูหรือเปล่า ก็ตอบประมาณว่า หอนอกมันไกล เลิกดึก จะกลับบ้านลำบากนะ ไอ้เราก็ไม่ได้คิดอะไรอีกละ 55 อารามว่า ตอนนั้นอยากให้ไปดูเยอะ ก็พูดต่อไปประมาณ ไปดูด้วยกันดิ ดึกไม่เป็นไร กลับไม่ได้เดี่ยวไปส่ง ไป ๆ มาๆ ก็ ตอบตกลง ไปดูด้วยกัน 
        หลังจากที่ดูหนัง ความจำสั้น แต่รักฉันยาวมั้ง( ปานี้ หนังเรื่องคนเกิน ห้าสิบล้านไปแล้ว ) ก็แยกย้าย กลับบ้าน กินข้าว อาบน้ำ ตามปกติ
แล้วก็มานั้นหน้าคอม sing in เข้า msn –  มองดูรายชื่อใน list เหมือนเป็นกิจวัฒ ทักทายเพื่อนสนิท ด้วยที่อบรมแต่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน ก็ดันพิมพ์ไปว่า "วันนี้พาแฟนคนไหนไปเที่ยวมาเล่าหายหน้าหายตา" ก็แซวตามปกติ แต่ความหมายที่เพื่อนเข้าใจ กลายเป็นประโยค เยอะเย้อ ก็คงจะผิดจริง ๆ จากจุดเริ่มเล็ก กลายเป็นประเด็นที่ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นว่าเรา ชอบน้องเค้า เอาเข้าไป 6- – !! อยากจะชวนน้องเค้าไปดูหนังให้เป็นคู่ ก็เลยไม่ได้ชวนเพื่อนสนิทไปด้วย งานเข้าแบบไม่รู้ตัวละ ไม่น่าเชื่อว่าแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันก่อเกิด เป็นเรื่องราวได้มากมายขนาดนี้ ส่งผลให้การไปดูงานปีนี้ ดูกร่อยๆ ไปไม่สนุกเหมือนเดิม แม้จะได้พยายามอธิบาย ด้วยเหตุต่างๆ แล้ว แต่ก็ได้แต่กลายเป็นคำแก้ตัว 
        สรุปไอ้ที่ งอน +โกรธ ไม่ได้โกรธที่คนอื่น แต่โกรธที่เรา(กู) ประเด็นก็คือ ผิดที่เราที่ไม่ได้ชวน (ไม่เห็นหัวเพื่อน) ผิดที่ชวนน้องเค้าไปดูหนังด้วย ผิดที่เราที่ไปแซว ด้วยคำพูดแบบนั้นเย้ยหยัน แล้วความผิดก็เริ่มเพิ่มขึ้น ก็ผิดไปหมด เฮอะๆๆ ทำให้การวางตัวกับน้องลำบากอีกเพราะเพื่อนดันคิดว่าเราชอบน้องเค้าอีก ++!! ก็ดีอย่าง อย่างน้อย ก็ทำให้รู้ว่ามีหลายเรื่องที่ทำไปแล้วทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ๆ แต่ก็ทำงัยได้ตอนนี้ ก็มันผ่านไปแล้ว ก็มันคิดกันคนละมุม ถ้าจะหาคนผิด ก็คนเป็นกู(ไม่เซ็นเซอร์แล้วนะ ดู Real ดี)นี้แหละที่ผิด ที่ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้ระวังความรู้สึกของเพื่อน มั๊ง
        แม้ว่าจะแคร์เพื่อน ที่คบกันมากว่าสิบปี มาก แต่ทำงัยได้ แม้จะพยายาม ทำให้ ดีที่สุด แม้ในใจ ทุกครั้งที่พยายาม จะรู้สึกเหมือนเป็นคนไม่รู้จักกันมาก่อนก็ตาม และถึงแม้ตอนนี้จะได้คุยแแบบเปิดใจกันไปแล้ว ดูเหมือนเหตุการณ์ต่างๆ จะคลี่คลาย (คิดเอาเอง) ไปในทางที่ดีขึ้น แต่เหมือนแต่ละคนจะมีฟอร์ม เรื่องที่จะคุยเป็นปกติ กลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่เข้าหู จนปัจจุบัน เหมือนกลายเป็นไม่มีเรื่องที่จะคุย หรือจะแซวเพื่อนสนิทคนนี้เหมือนเดิม เพราะ กลัวว่า ไอ้คำพูดที่พูดออกไป จะดีหรือว่าร้าย หรือจะกลายเป็นประเด็นทำให้เหตุการณ์แย่ลงกว่าเดิมไหม
 ในเมื่อ เราไม่สามารถบังคับ ให้คนอื่นเชื่อ ในสิ่งที่เราบอกไปได้ ก็คงต้องเริ่มปรับที่ใจเราเอง ซักพักคงจะชิน จนชินชา และกลายเป็นเคยชินไปเอง ด้วยคำว่าแคร์ (Care) ก็ยังหวังให้มิตรภาพกับมาเป็นเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าไม่รู้ว่าเมื่อไร …
Advertisements

FaceBook คืออะไร

เมษายน 2, 2009 ใส่ความเห็น

สำหรับใครที่เป็นขาประจำอินเตอร์เน็ตล่ะก็น่าจะรู้จักกันดี แต่สำหรับใครก็ที่ไม่รู้จักก็ไม่เป็นไรครับ (หนึ่งในนั้นอาจรวมผมด้วย 6 – – แบบก็ได้แต่สมัครทิ้งไว้แต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นจริงเป็นจัง) เอาเป็นว่า วันนี้ขอนำเสนอ Facebook มาแนะนำกันอย่างเป็นทางการละกันนะครับ
Facebook ถือกำเนิดโดยเด็กหนุ่มวัย 23 ปีที่มีนามว่า Mark Zuckerburg เด็กจากมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด

Mark Zuckerburg

Mark Zuckerburg

ไอเดียเริ่มแรกในการตั้งชื่อ facebook นั้นมาจากโรงเรียนเก่าในระดับมัธยมปลายของมาร์ค ที่ชื่อฟิลิปส์ เอ็กเซเตอร์ อะคาเดมี่ โดยที่โรงเรียนนี้ จะมีหนังสืออยู่หนึ่งเล่มที่ชื่อว่า The Exeter Face Book ซึ่งจะส่งต่อ ๆ กันไปให้นักเรียนคนอื่น ๆ ได้รู้จักเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ซึ่ง face book นี้จริง ๆ แล้วก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น จนเมื่อวันหนึ่ง มาร์คได้เปลี่ยนแปลงและนำมันเข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ต แรกเริ่มเดิมทีนั้นเขาแค่สร้างพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อนฝูงในมหาวิทยาลัยบนโลกไซเบอร์เท่านั้น จนขยายไปสู่มหาวิทยาลัยดัง ๆ และฮิตสุด ๆ เอาเมื่อมีการอนุญาตให้คนทั่วไปใครก็ได้สามารถใช้บริการได้ และด้วยความที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้เลยทำให้เจ้าของเวบอย่างมาร์ค กลายเป็นที่จับตามองไปโดยปริยาย แถมความดังของ Facebook ยังไปเข้าตา Yahoo จนต้องมีการเจรจาขอซื้อต่อจากมาร์คด้วยราคากว่า 1 พันล้านยูเอสเลยทีเดียว แต่หนุ่มมาร์คหาได้สนไม่ แหม … มั่นใจจริง (ถ้าเป็นผม ขายไปละ ตั้งแต่ 1 ล้าน 555)

เชื่อหรือไม่ครับ ว่าตอนนี้นั้น Facebook เป็นที่นิยมไม่แพ้ My space หรือ Hi5 เลยทีเดียวแถมเจ้า Facebook นั้นก็ไม่ค่อยต่างอะไรกับทั้งสองมากเท่าไหร่ด้วย ความนิยมของ facebook ในประเทศไทย โดยดูจากข้อมูลของ Google Trend
ณ ปัจจุบัน คู่แข่งของ facebook ก็มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น MySpace, Bebo, Friendster, LinkedIn, Tagged, Hi5, Piczo, และ Open Social
หรือแม้กระทั่ง ConnectU ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กที่ฮาเวิร์ด ที่กล่าวหาว่ามาร์คได้ขโมยตัว source code สำหรับ facebook ไปจากตน แม้กระนั้นก็ตามการเติบโตของ facebook ก็ยังขับเคลื่อนต่อไป ในฤดูใบไม่ร่วงปี 2551 facebook มีสมาชิกที่มาสมัครใหม่มากกว่า 1 ล้านคนต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่วันละ 200,000 คน ซึ่งรวมกันแล้วทำให้ facebook มีสมาชิกมากถึง 50 ล้านคน โดย facebook มียอดผู้เข้าชมเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 ล้านเพจวิวต่อเดือน จากวันแรกที่ facebook เป็น social network ของนักศึกษามหาวิทยาลัย จนวันนี้ สมาชิกของ facebook 11% มีอายุมากกว่า 35 ปี และสมาชิกที่มีอายุมากกว่า 30 ปีก็เข้ามาสมัครใช้ facebook กันเยอะมาก นอกเหนือจากนี้ facebook ยังเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดย 15% ของสมาชิก เป็นคนที่อยู่ในประเทศแคนาดา ซึ่งมีรายงานออกมาด้วยว่า ค่าเฉลี่ยของสมาชิกที่มาใช้งาน facebook นั้ินอยู่ที่ 19 นาทีต่อวันต่อคน โดย facebook ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหรัฐอเมริกาและเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้อัพโหลดรูปภาพสูงที่สุดด้วยจำนวน 4 หมื่นหนึ่งพันล้านรูป

เอกวิทย์@thaifacebook.in.th รวบและเรียนเรียง
ป.ล. ต้องขออภัย สับสนเรื่องการอ้างอิงแหล่งข้อมูล แบบยำ ๆรวมกัน ^^

หมวดหมู่:เรื่องเล่าของผู้ชายสีส้ม ป้ายกำกับ: